วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
Bridge Over Troubled Water
When you're weary
Feeling small
When tears are in your eyes
I will dry them all
... I'm on your side
When times get rough
And friends just can't be found
Like a bridge over troubled water
I will lay me down
Like a bridge over troubled water
I will lay me down
When you're down and out
When you're on the street
When evening falls so hard
I will comfort you
[ Lyrics from: I'll take your part
When darkness comes
And pain is all around
Like a bridge over troubled water
I will lay me down
Like a bridge over troubled water
I will lay me down
Sail on Silver Girl,
Sail on by
Your time has come to shine
All your dreams are on their way
See how they shine
If you need a friend
I'm sailing right behind
Like a bridge over troubled water
I will ease your mind
Like a bridge over troubled water
I will ease your mind
Feeling small
When tears are in your eyes
I will dry them all
... I'm on your side
When times get rough
And friends just can't be found
Like a bridge over troubled water
I will lay me down
Like a bridge over troubled water
I will lay me down
When you're down and out
When you're on the street
When evening falls so hard
I will comfort you
[ Lyrics from: I'll take your part
When darkness comes
And pain is all around
Like a bridge over troubled water
I will lay me down
Like a bridge over troubled water
I will lay me down
Sail on Silver Girl,
Sail on by
Your time has come to shine
All your dreams are on their way
See how they shine
If you need a friend
I'm sailing right behind
Like a bridge over troubled water
I will ease your mind
Like a bridge over troubled water
I will ease your mind
วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เรื่องดี ๆ
1 recipients
CC: recipientsYou More
BCC: recipientsYou
เรื่องดีๆ 50 วิธีสร้างความประทับใจแก่คนรอบข้าง
อย่างที่เราทราบ ๆ กันว่า การมีความสุขนั้น นำมาซึ่งเรื่องราวดี ๆ มากมาย แถมยังจะทำให้คนรอบ ๆ ข้างของเราพลอยจะมีความสุขและประทับใจในตัวเราตามไปด้วย แต่ก็ยังมีคนอยู่ไม้น้อยเลยทีเดียว ที่ยังทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้คนอื่น ๆ ประทับใจบ้าง แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะ วันนี้คุณ Marc จากเว็บไซต์ Marcandangel.com ได้ทำการรวบรวมเอา 50 วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณสร้างความประทับใจแก่คนรอบข้างได้อย่างสบาย ๆ ลองไปดูกันว่าทั้ง 50 ข้อนั้นจะมีอะไรบ้างและจะง่ายดายขนาดไหน ตามไปดูกันเลย...
1. เสพติดการ "ยิ้ม" ให้เป็นนิสัย
2. เปิดใจเข้าไว้ ไม่ปิดกั้นตัวเอง
3. ใช้คำ "ขอบคุณ" และ "ขอโทษ" ให้ชินปาก
4. เสื้อผ้าและของใช้เก่า ๆ ถ้าไม่ใช้ ก็นำไปบริจาคซะบ้าง
5. เอ่ยปากชมหรือให้กำลังใจผู้อื่นสักนิด ชีวิตจะแฮปปี้ขึ้นอีกเยอะ
6. ช่วยเหลือคนชราถือของ ได้บุญนะจะบอกให้
7. ส่งดอกไม้ไปแสดงความยินดีกับคนสำคัญ
8. เป็นโชเฟอร์อย่างมีมารยาทและเคารพกฏจราจร
9. ว่าง ๆ ลองไปเป็นอาสาสมัครทำประโยชน์เพื่อสังคมก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อย
10. บริจาคโลหิต อิ่มเอมใจได้กุศล
11. ผูกมิตรกับเพื่อนบ้านด้วยของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ
12. แนะนำตัวเองให้คนอื่น ๆ รู้จักด้วยความเต็มใจ
13. สร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ อยู่เสมอ
14. ควรเขียนจดหมายหรือนัดเลี้ยงอาหารขอบคุณผู้ที่มีพระคุณ หรือผู้ที่คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ๆ
15. เคารพผู้อื่นเสมือนเคารพญาติผู้ใหญ่ของตัวเอง
16. มีความมานะอดทนกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว อย่าหงุดหงิดเกินเหตุ
17. ยกย่องผู้อื่นเสียบ้าง อย่าเอาดีเข้าตัวฝ่ายเดียว
18. แบ่งปันสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ กับคนรอบข้าง
19. อยู่เป็นเพื่อนคุยและคอยให้คำปรึกษากับคนที่กำลังโดดเดี่ยว เหงา ซึม
20. มีไอเดียสนุก ๆ ให้คนอื่น ๆ ได้มาร่วมสนุกอยู่เสมอ
21. อวยพรวันเกิดและขอให้เขามีความสุขมาก ๆ
22. เปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่น
23. ลองทำคุกกี้หรือขนมกินเล่นฝีมือตัวเองไปให้คนอื่น ๆ ได้ลิ้มลอง
24. ให้ทิปพนักงานบ้างไรบ้าง ถือเป็นสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ
25. มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ ๆ
26. ยกที่นั่งให้เด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และพระภิกษุ เมื่อใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ
27. เมื่อไหร่ก็ตามที่การจราจรติดขัด ก็ส่งยิ้มหรือทักทายรถคันข้าง ๆ บ้างก็ได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรมากนัก
28. ได้รับรู้เรื่องราวดี ๆ ก็บอกกล่าวให้ได้รู้กันบ้าง
29. จดจำชื่อเสียงเรียงนามของคนที่ติดต่อด้วยให้ถูก จะได้ไม่เสียหน้า
30. เวลาพูดคุยกันต่อหน้า ขอให้มองตาเขาและยิ้มเข้าไว้
31. หยิบใช้อะไรไป ก็เอามาเติมให้เต็มดังเดิม เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ๆ ในการนำไปใช้ต่อ
32. วันไหนฝนตกก็ลองกางร่มไปกับคนอื่น ๆ บ้างก็ได้ ช่วยเหลือกันไปตามสมควร
33. ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังอย่างตั้งใจ
34. ไปปาร์ตี้ก็สนุกให้เต็มที่ อย่านิ่งเงียบเหมือนคนเศร้า แต่ก็อย่าสนุกจนลืมตัวล่ะ เดี๋ยวจะมีเรื่องให้อายคนอื่นเขาได้
35. ให้กำลังใจและคอยกระตุ้นคนอื่น ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้เขาได้มีแรงต่อสู้กับปัญหาต่อไป
36. ลองเชื้อเชิญคนรอบข้างให้มาทำอาหารทานด้วยกัน ก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อย
37. รู้จัก "ให้" โดยไม่หวังผลตอบแทน
38. ไม่ตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก
39. ให้อภัยและละความโกรธ อดกลั้นอดทนเข้าไว้
40. เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ทำตัวหูเบาหรือเชื่อคนง่ายอย่างไม่มีเหตุผล
41. ปล่อยวางบ้าง อย่าไปเครียดหรือจริงจังกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป
42. ให้โอกาสผู้อื่นได้ลองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ
43. "ความโลภ" "ความโกรธ" "ความไม่รู้" 3 สิ่งนี้หลีกเลี่ยงได้ก็เลี่ยงซะ
44. พูดแต่ความจริง อย่าโกหกกันเลย
45. เฮฮาและรวยมุกตลกเข้าไว้ ชีวิตจะได้สดใส
46. ดูแลตัวเองให้ดีอยู่เสมอ ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายและสุขภาพร่างกาย
47. ตั้งใจทำทุก ๆ อย่างให้ดีที่สุด เอาให้สุดความสามารถที่มี
48. อย่าทำตัวเป็นครูที่หวงวิชา ถนัดหรือชำนาญเรื่องไหนก็สอนคนที่เขาไม่รู้ไว้บ้าง ถือซะว่าช่วยเหลือกันไป
49. สัญญาหรือตกปากรับคำใครไว้ ก็ทำให้ได้ตามนั้นจะดีที่สุด
50. คิดและมีมุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในแง่บวกอยู่เสมอ
1. เสพติดการ "ยิ้ม" ให้เป็นนิสัย
2. เปิดใจเข้าไว้ ไม่ปิดกั้นตัวเอง
3. ใช้คำ "ขอบคุณ" และ "ขอโทษ" ให้ชินปาก
4. เสื้อผ้าและของใช้เก่า ๆ ถ้าไม่ใช้ ก็นำไปบริจาคซะบ้าง
5. เอ่ยปากชมหรือให้กำลังใจผู้อื่นสักนิด ชีวิตจะแฮปปี้ขึ้นอีกเยอะ
6. ช่วยเหลือคนชราถือของ ได้บุญนะจะบอกให้
7. ส่งดอกไม้ไปแสดงความยินดีกับคนสำคัญ
8. เป็นโชเฟอร์อย่างมีมารยาทและเคารพกฏจราจร
9. ว่าง ๆ ลองไปเป็นอาสาสมัครทำประโยชน์เพื่อสังคมก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อย
10. บริจาคโลหิต อิ่มเอมใจได้กุศล
11. ผูกมิตรกับเพื่อนบ้านด้วยของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ
12. แนะนำตัวเองให้คนอื่น ๆ รู้จักด้วยความเต็มใจ
13. สร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ อยู่เสมอ
14. ควรเขียนจดหมายหรือนัดเลี้ยงอาหารขอบคุณผู้ที่มีพระคุณ หรือผู้ที่คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ๆ
15. เคารพผู้อื่นเสมือนเคารพญาติผู้ใหญ่ของตัวเอง
16. มีความมานะอดทนกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว อย่าหงุดหงิดเกินเหตุ
17. ยกย่องผู้อื่นเสียบ้าง อย่าเอาดีเข้าตัวฝ่ายเดียว
18. แบ่งปันสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ กับคนรอบข้าง
19. อยู่เป็นเพื่อนคุยและคอยให้คำปรึกษากับคนที่กำลังโดดเดี่ยว เหงา ซึม
20. มีไอเดียสนุก ๆ ให้คนอื่น ๆ ได้มาร่วมสนุกอยู่เสมอ
21. อวยพรวันเกิดและขอให้เขามีความสุขมาก ๆ
22. เปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่น
23. ลองทำคุกกี้หรือขนมกินเล่นฝีมือตัวเองไปให้คนอื่น ๆ ได้ลิ้มลอง
24. ให้ทิปพนักงานบ้างไรบ้าง ถือเป็นสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ
25. มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ ๆ
26. ยกที่นั่งให้เด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และพระภิกษุ เมื่อใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ
27. เมื่อไหร่ก็ตามที่การจราจรติดขัด ก็ส่งยิ้มหรือทักทายรถคันข้าง ๆ บ้างก็ได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรมากนัก
28. ได้รับรู้เรื่องราวดี ๆ ก็บอกกล่าวให้ได้รู้กันบ้าง
29. จดจำชื่อเสียงเรียงนามของคนที่ติดต่อด้วยให้ถูก จะได้ไม่เสียหน้า
30. เวลาพูดคุยกันต่อหน้า ขอให้มองตาเขาและยิ้มเข้าไว้
31. หยิบใช้อะไรไป ก็เอามาเติมให้เต็มดังเดิม เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ๆ ในการนำไปใช้ต่อ
32. วันไหนฝนตกก็ลองกางร่มไปกับคนอื่น ๆ บ้างก็ได้ ช่วยเหลือกันไปตามสมควร
33. ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังอย่างตั้งใจ
34. ไปปาร์ตี้ก็สนุกให้เต็มที่ อย่านิ่งเงียบเหมือนคนเศร้า แต่ก็อย่าสนุกจนลืมตัวล่ะ เดี๋ยวจะมีเรื่องให้อายคนอื่นเขาได้
35. ให้กำลังใจและคอยกระตุ้นคนอื่น ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้เขาได้มีแรงต่อสู้กับปัญหาต่อไป
36. ลองเชื้อเชิญคนรอบข้างให้มาทำอาหารทานด้วยกัน ก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อย
37. รู้จัก "ให้" โดยไม่หวังผลตอบแทน
38. ไม่ตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก
39. ให้อภัยและละความโกรธ อดกลั้นอดทนเข้าไว้
40. เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ทำตัวหูเบาหรือเชื่อคนง่ายอย่างไม่มีเหตุผล
41. ปล่อยวางบ้าง อย่าไปเครียดหรือจริงจังกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป
42. ให้โอกาสผู้อื่นได้ลองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ
43. "ความโลภ" "ความโกรธ" "ความไม่รู้" 3 สิ่งนี้หลีกเลี่ยงได้ก็เลี่ยงซะ
44. พูดแต่ความจริง อย่าโกหกกันเลย
45. เฮฮาและรวยมุกตลกเข้าไว้ ชีวิตจะได้สดใส
46. ดูแลตัวเองให้ดีอยู่เสมอ ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายและสุขภาพร่างกาย
47. ตั้งใจทำทุก ๆ อย่างให้ดีที่สุด เอาให้สุดความสามารถที่มี
48. อย่าทำตัวเป็นครูที่หวงวิชา ถนัดหรือชำนาญเรื่องไหนก็สอนคนที่เขาไม่รู้ไว้บ้าง ถือซะว่าช่วยเหลือกันไป
49. สัญญาหรือตกปากรับคำใครไว้ ก็ทำให้ได้ตามนั้นจะดีที่สุด
50. คิดและมีมุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในแง่บวกอยู่เสมอ
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
นิสัย 10 อย่างที่ทำให้สมองพัง
นิสัย 10 อย่างที่ทำให้สมองพัง
1. ไม่ทานอาหารเช้า
หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหาร เช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป
การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (เช่น เทพธิดาดิว เป็นต้น)
3. การสูบบุหรี่
เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป
การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง
5. มลภาวะ
สมอง เป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6. การอดนอน
การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้
7. นอนคลุมโปง
การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย
การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
9. ขาดการใช้ความคิด
การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด
ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
1. ไม่ทานอาหารเช้า
หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหาร เช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป
การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (เช่น เทพธิดาดิว เป็นต้น)
3. การสูบบุหรี่
เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป
การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง
5. มลภาวะ
สมอง เป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6. การอดนอน
การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้
7. นอนคลุมโปง
การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย
การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
9. ขาดการใช้ความคิด
การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด
ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
ความหมายของ O.K
คนส่วนใหญ่
น้อย คนนักที่ไม่รู้จักคำว่า O.K. เรามักจะได้ยินคนพูดกันติดปาก
ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ
ไม่ว่าวัยใดก็ตาม แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า.. คำคำนี้มีที่มาอย่างไร ?
คำว่า O.K. มาจากคำเต็มว่า Oll Korrect
ซึ่ง ที่ถูกต้องคือ All Correct ( แปลว่า ถูกต้อง ) มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจจาก
พ่อค้าชาวอเมริกันคนหนึ่ง มีฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่การศึกษาน้อย
ทุกครั้งที่เขาสั่งงานลงในใบสั่ง ถ้างานชิ้นใดถูกต้อง ตกลง และอนุมัติ เขาจะ
เขียนคำว่า Oll Korrect ลงในใบสั่งใบนั้นเสมอๆ ต่อมากิจการของพ่อค้าคนนี้
มีความเจริญก้าวหน้ามาก งานที่ติดต่อมาก็มีมากขึ้น ใบสั่งงานก็มีมากมายล้นโต๊ะ
การที่เขาจะต้องเขียนคำ Oll Korrect ลงในใบสั่งทุกใบทำให้ต้องใช้เวลามาก
เขาจึงย่อเหลือเพียงสั้นๆ คำ O.K. ซึ่งมีผล และความหมายเหมือนกัน
คำว่า "อนุมัติ" นั่นเอง และก็เลยมีการใช้กัน อย่างแพร่หลาย ทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน
มากันจนปัจจุบันทั่วโลกทีเดียว.
ามหมายของ O.K
คนส่วนใหญ่
น้อย คนนักที่ไม่รู้จักคำว่า O.K. เรามักจะได้ยินคนพูดกันติดปาก
ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ
ไม่ว่าวัยใดก็ตาม แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า.. คำคำนี้มีที่มาอย่างไร ?
คำว่า O.K. มาจากคำเต็มว่า Oll Korrect
ซึ่ง ที่ถูกต้องคือ All Correct ( แปลว่า ถูกต้อง ) มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจจาก
พ่อค้าชาวอเมริกันคนหนึ่ง มีฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่การศึกษาน้อย
ทุกครั้งที่เขาสั่งงานลงในใบสั่ง ถ้างานชิ้นใดถูกต้อง ตกลง และอนุมัติ เขาจะ
เขียนคำว่า Oll Korrect ลงในใบสั่งใบนั้นเสมอๆ ต่อมากิจการของพ่อค้าคนนี้
มีความเจริญก้าวหน้ามาก งานที่ติดต่อมาก็มีมากขึ้น ใบสั่งงานก็มีมากมายล้นโต๊ะ
การที่เขาจะต้องเขียนคำ Oll Korrect ลงในใบสั่งทุกใบทำให้ต้องใช้เวลามาก
เขาจึงย่อเหลือเพียงสั้นๆ คำ O.K. ซึ่งมีผล และความหมายเหมือนกัน
คำว่า "อนุมัติ" นั่นเอง และก็เลยมีการใช้กัน อย่างแพร่หลาย ทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน
มากันจนปัจจุบันทั่วโลกทีเดียว.
วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554
สมอง
อัจฉริยะภาพของสมอง

1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์เซลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว
ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ
2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน
ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา
สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดีที่
ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที
เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Thet a ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery
สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน)
4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้
ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอนเดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมาเท่ากับ
เป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและ หวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่
อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา ฯลฯเพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่
ทำให้สมองหลั่งสารเอนเดอร์ฟินและโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ
เมื ่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวันขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง
การให้อภัยตัวเองเป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ
ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพดี
ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข ฯลฯ เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก
พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึกๆสมองใช้ออกซิเจน 20-25 เปอร์เซ็นต์ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ
จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น
ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยืดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่
สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์
บทสัมภาษณ์จาก : วนิษา เรซ
1. จิบน้ำบ่อยๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์เซลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เซลล์สมองเหี่ยว
ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ
2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน
ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา
สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่างปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดีที่
ทำให้เซลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที
เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Thet a ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery
สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน)
4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้
ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอนเดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขหลั่งออกมาเท่ากับ
เป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและ หวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่
อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา ฯลฯเพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่
ทำให้สมองหลั่งสารเอนเดอร์ฟินและโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ
เมื ่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวันขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง
การให้อภัยตัวเองเป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ
ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพดี
ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข ฯลฯ เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก
พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึกๆสมองใช้ออกซิเจน 20-25 เปอร์เซ็นต์ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ
จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น
ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยืดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่
สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 เปอร์เซ็นต์
บทสัมภาษณ์จาก : วนิษา เรซ
วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ลดลง เท่ากับ เพิ่มขึ้น
ลดลง = เพิ่มขึ้น
หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณจะได้หลายสิ่งกลับมามากขึ้น
- ลดความโกรธให้น้อยลง คุณได้สติกลับมามากขึ้น++
- ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง คุณได้เงินเก็บมากขึ้น++
- ลดความคิดที่จะหาคนที่ถูกน้อยลง คุณได้คำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น++
- ลดการพูดให้น้อยลง คุณทำหลายอย่างได้มากขึ้น++
- คิดถึงคนที่คุณรักให้น้อยลง คุณเข้าใจคนที่รักคุณมากขึ้น++
- รักตัวคุณเองให้น้อยลง คนอื่นรักคุณมากขึ้น++
- พูดให้ร้ายคนอื่นให้น้อยลง มีคนพูดถึงคุณในแง่ดีมากขึ้น++
- แสดงความฉลาดให้น้อยลง คุณได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น++
- ออกนอกบ้านให้น้อยลง คุณได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น++
- นอนให้น้อยลง คุณทำหลายอย่างได้มากขึ้น++
- คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง คุณยิ้มได้มากขึ้น++
- ลดความอายให้น้อยลง คุณได้ความกล้ามากขึ้น++ (เลือกทำในทางที่ดีนะคะ)
- ดูละครให้น้อยลง คุณอ่านหนังสือได้มากขึ้น++
- เชื่อให้น้อยลง คุณมองเห็นอะไรได้มากขึ้น++
- ลดทิฐิให้น้อยลง คุณรู้จักอภัยมากขึ้น++
- กระโดดให้น้อยลง คุณเดินได้มั่นคงมากขึ้น++
- ก้มหน้าให้น้อยลง คุณมองเห็นได้ไกลขึ้น++
- เห็นแก่ตัวให้น้อยลง มีคนรอดชีวิตมากขึ้น++
- ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง คุณได้รับการเอ็นดูมากขึ้น++
- เป่าลมออกให้น้อยลง คุณสูดลมเข้าได้มากขึ้น++
- คุณคิดคำถามให้น้อยลง คุณเห็นคำตอบมากขึ้น++
.....แล้วคุณลดอะไรไปบ้างแล้วหรือยัง.....
หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณจะได้หลายสิ่งกลับมามากขึ้น
- ลดความโกรธให้น้อยลง คุณได้สติกลับมามากขึ้น++
- ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง คุณได้เงินเก็บมากขึ้น++
- ลดความคิดที่จะหาคนที่ถูกน้อยลง คุณได้คำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น++
- ลดการพูดให้น้อยลง คุณทำหลายอย่างได้มากขึ้น++
- คิดถึงคนที่คุณรักให้น้อยลง คุณเข้าใจคนที่รักคุณมากขึ้น++
- รักตัวคุณเองให้น้อยลง คนอื่นรักคุณมากขึ้น++
- พูดให้ร้ายคนอื่นให้น้อยลง มีคนพูดถึงคุณในแง่ดีมากขึ้น++
- แสดงความฉลาดให้น้อยลง คุณได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น++
- ออกนอกบ้านให้น้อยลง คุณได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น++
- นอนให้น้อยลง คุณทำหลายอย่างได้มากขึ้น++
- คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง คุณยิ้มได้มากขึ้น++
- ลดความอายให้น้อยลง คุณได้ความกล้ามากขึ้น++ (เลือกทำในทางที่ดีนะคะ)
- ดูละครให้น้อยลง คุณอ่านหนังสือได้มากขึ้น++
- เชื่อให้น้อยลง คุณมองเห็นอะไรได้มากขึ้น++
- ลดทิฐิให้น้อยลง คุณรู้จักอภัยมากขึ้น++
- กระโดดให้น้อยลง คุณเดินได้มั่นคงมากขึ้น++
- ก้มหน้าให้น้อยลง คุณมองเห็นได้ไกลขึ้น++
- เห็นแก่ตัวให้น้อยลง มีคนรอดชีวิตมากขึ้น++
- ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง คุณได้รับการเอ็นดูมากขึ้น++
- เป่าลมออกให้น้อยลง คุณสูดลมเข้าได้มากขึ้น++
- คุณคิดคำถามให้น้อยลง คุณเห็นคำตอบมากขึ้น++
.....แล้วคุณลดอะไรไปบ้างแล้วหรือยัง.....
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)